บทความแนะนำ
Get update from us
Follow us
บทความทั้งหมด

บทเรียนจาก....ช่างตัดผม

บทเรียนจาก....ช่างตัดผม

คุณเคยตัดผมครั้งละเท่าไรกันบ้างคะ 200, 500, 1,000 หรือเท่าไรคะ

แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ มันมากกว่านั้นค่ะ!!!!

มันมากกว่ามูลค่า มันคือ สิ่งที่ได้รับ ต่างหาก

พอขึ้นปีใหม่ การตัดผมใหม่คงเป็นหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่หลายๆคนเลือก

เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้เจอสิ่งใหม่ๆที่หวังเอาไว้ ว่าจะดีกว่าปีก่อนๆ รวมถึงเราด้วย

และครั้งนี้เป็นการตัดผมครั้งที่ทำให้เราได้กลับมาคิดถึงตัวเอง

และย้อนกลับมาคิดถึงการทำงานของเราเองด้วย เพราะมันสะท้อนว่า .....

ไม่ว่าคุณจะทำงานด้วยอาชีพไหนก็ตาม ถ้ามี Passion ถ้ามีความตั้งใจ

มันย่อมมีคุณค่าหรือ Value ด้วยกันทั้งสิ้น.... ทุกการกระทำ

มันสะท้อนออกมาแบบมืออาชีพจริงๆ

“ถ้ามี Passion หรือ ความตั้งใจ

มันย่อมมีคุณค่าหรือ Value ด้วยกันทั้งนั้น”

ปีนี้เป็นปีที่เพื่อนให้เรามาลองร้าน อายะซังคะ ร้านญี่ปุ่นสุดแนวแถวทองหล่อ ...

ที่ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน ไม่สามารถ Walk-in ได้ การันตีโดยช่างญี่ปุ่น

และครั้งนี้ด้วยความที่เราตั้งใจจะเปลี่ยนลุคของตัวเอง หลังจากคิดอยู่พักใหญ่ๆ สัก 3 นาที

ก็ตัดใจ... พร้อมละค่ะ

และตอนนี้ก็มาพร้อมโจทย์เต็มหัวว่า อยากได้โน้นนี่มากมาย พร้อมแบบที่อยากได้

และเตรียมหารูปสำหรับแบบผมทรงใหม่อย่างไม่รอช้า แต่ทว่า ....

ไม่ได้มองหน้าตัวเองสักกะติ๊ด

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าพื้นฐานแล้ว เราไม่ค่อยได้ทำอะไรกับผม ทรีตเม้นต์เอง

ทำทุกอย่างเอง ไว้ผมยาวเฉยๆ ทรงเดิมๆมาตลอด กะเอาว่าง่ายๆ ร้านตัดผมที่ใช้บริการ

ก็แน่นอนค่ะ คือร้านแถวบ้าน 100-200 ทรงที่ได้ก็เบสิคเลย สั้นๆ ไล่หน้า ไล่หลัง

บ๊อบเทหน้า เทหลัง วนไปมาชินตา หรือเรียกง่ายๆ ช่างทำได้แค่นี้

พอโตมา คนเราต้องมีเอกลักษณ์เนอะ ... ก็เริ่มเห็นคนที่เค้าแบบตัดผมสวยๆ

เค้าตัดผมที่ไหนกันนะ ถ้าภาษาสวยๆก็คือ เริ่มทำการ Research หาข้อมูลว่า

ช่างไหนดี ที่ไหนเก่ง โดยเราก็เริ่มถามจากเพื่อนๆก่อน อ่อ...มันมีร้านตามห้างดังๆ

ราคาก็ตามห้าง 5-600 บาท แล้วพอเริ่มช่างแบบ Master เราก็เริ่มศึกษาว่าเค้ามีความเหมือนความต่างกันยังไง ยิ่งถ้าลอง Search ในเนตจะเห็นว่า เฮ้ย ... มันมีช่างดังๆเยอะมาก แล้วใครล่ะที่เหมาะกับเรา

เก่งจริงๆ ต้อง Study หาข้อมูล ดูว่าคนนั้นคนนี้เป็นยังไง แต่ละคน โห.... ราคาก็ไม่ถูก แล้วยังคิวยาวอีก

และที่สำคัญ... เรามันไม่เคยตัดผมแพงๆ เลยไม่รู้ว่า มันต่างกันตรงไหน แค่ร้านสวย หรือ สถานที่ดี มันต่างกันตรงไหนนะ การ Verified ข้อมูล โดยการถามจากคนใกล้ตัว คนที่เคยตัด มันสำคัญจริงๆ เพราะจะทำให้เรามั่นใจในการตัดสินใจที่มากขึ้นค่ะ

แต่ก่อนอื่น สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ทำใจ หรือ เรียกว่า “Stage of Change & Decision”

นี่ขนาดยินยอมพร้อมใจ อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ลุคใหม่แล้ว

แต่คนเรามันเคยชินกับ Comfort Zone หรือ ผมยาวมาเป็นสิบๆปี จะปรับลุคตัดสั้นยังไงก็ต้องทำใจ

ต่อให้ศึกษาหาข้อมูลมาแบบแน่นมาก ... พอจะทำจริงมันยังต้องทำใจ แล้วนี่ยังต้อง Invest หรือ

ลงเงินอีกก็ไม่น้อย และก็ไม่รู้อีกว่าจะออกมาดีตามที่คิดไหม มันเกิดความหวั่นไหวในหัวใจขึ้นมา

คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาคะ ... สิ่งที่ทำให้เรารู้ทำแล้วจะดีไม่ดี คือ “Action คือ ต้องทำ” ค่ะ

เหมือนกันหลายๆคนที่เอาแต่คิด แต่ไม่ทำ กลัวโน้น กังวลนี่ ... สุดท้ายได้แต่กังวล ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Keyword เลย คือการตัดสินใจและลงมือทำ

ถ้าคิดไม่ออก ขอให้ “ทำ” อย่างน้อยก็รู้ว่าทำแล้วได้ หรือ ไม่ได้อะไร

ใช่แล้วค่ะ .... การโทรไปนัด คือ การเริ่มทำปฏิบัติการขั้นแรกค่ะ เพื่อเราจะได้วางแผนชีวิตเราได้ต่อไป ใช่ค่ะ กว่าจะถึงคิวเรา คือเรียกว่า ระยะทำใจอยู่ที่ 1.5 เดือน เป็นช่วงที่เราเตรียมความพร้อมกับตัวเอง

ถ่ายรูปกับผมทรงเดิมของเรา เพื่อให้เป็น Before ที่น่าจดจำ และแล้ว ... วันนัดก็มาถึงค่ะ

เราเจอช่างปุ๊ป ... บรรยากาศช่างผิดคาด มันดู Relax มีคนเอาน้ำมาเสริฟ์ ถามว่ารถติดไหม มีที่จอดดีรึเปล่า ทานข้าวมารึยัง .... มันคืออะไรนะ ช่างไม่เหมือนร้านแถวบ้านที่เข้าไปแล้วรีบๆไล่ไปสระผม

แล้วก็รีบๆตัดผมให้เสร็จๆแล้วกลับไป สักพัก อายะซังที่เรารอคอยก็มาถึงพร้อม “อาริกาโต๊ะ” กับเรา

พร้อมคุยด้วยภาษาไทยอย่างชัดแจ๋ว ถามว่าเราอยากทำผมแบบไหนยังไง

เราบอกสิ่งที่เราต้องการไปอย่างมากมาย และเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันสับสนและขัดแย้งกันไปหมด

แบบที่จริงๆเราเคยบอกช่างแถวบ้าน แล้วออกมาทรงเดิม นั่นคือ

“อยากได้ผมสั้นขึ้น แต่ไม่มากนะคะ และอยากให้ยังรวบได้ด้วยอะค่ะ”

“อยากดัด แต่ ต้องยืดด้วยไหมคะ เพราะไม่อยากให้หัวฟู

แต่ก็ไม่อยากให้เรียบไปนะคะ เอาแบบพองๆกำลังดี”

“อยากได้แบบตื่นมาสวยเลย ไม่ต้องไดร์มาก

--- ทุกคนอยากได้แบบนั้นหมดเลยก๊ะ--- อายะซังบอก”

“อยากได้แบบในรูปนี้ แต่ก็เอาแบบปัดแล้วเป็นเหมือนรูปนี้ด้วยได้ไหมคะ”

และอื่นๆ อีกแค่ 2-3 ประโยคเท่านั้น ... เล่าให้เพื่อนฟัง

ก็โดนเพื่อนด่าไปเร