บทความแนะนำ
Get update from us
Follow us
บทความทั้งหมด

อัพทักษะชนะใจลูกน้อง ด้วยแนวคิดตำรา FBI

อัพทักษะชนะใจลูกน้อง ด้วยแนวคิดตำรา FBI

เปิดหัวขึ้นมาแบบนี้อาจชวนให้ใครหลายคนทำหน้างุนงงสงสัย ว่าบทความนี้จะมาไม้ไหนกันแน่ ?

ทำไมจู่ ๆ ก็ไปจับเอาหน่วยสืบสวนคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา

หรือ Federal Bureau of Investigation มาเกี่ยวข้องกับเราได้ยังไงกัน ?

เอาเป็นว่าถ้ามีแต่เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นมาแบบนี้ ก็ค่อย ๆ ตามผมไปทีละนิดก็แล้วกันนะครับ

ชื่อของ “FBI” มักจะเป็นที่คุ้นหูกันบ่อย ๆ จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ในภาพของกลุ่มเจ้าหน้าที่

เสื้อคลุมสีดำพาดอักษรย่อหน่วยงานตัวใหญ่บนแผ่นหลัง ชูบัตรแสดงตัวทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจ

พร้อมกับประโยคติดปากเท่ ๆ ที่ว่า “ผมเป็นเจ้าหน้าที่ FBI”

หน่วยงานนี้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 และเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘FBI’ อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1935 มีภารกิจหน้าที่ทั้งการสืบสวน สอบสวน เจรจาต่อรอง เกี่ยวกับคดีต่าง ๆ เช่น การก่ออาชญากรรม

การปล้นธนาคาร การจับตัวประกัน การก่อวินาศกรรม การก่อการร้าย ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามัดรวมคดีที่ FBI ได้เผชิญสถานการณ์และผู้คนมาแล้วทั้งหมดนับล้านเคส

ย่อมสั่งสมประสบการณ์และกลั่นออกมาเป็นศาสตร์ในการรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก

ดังที่มีเปิดสอนเป็นหลักสูตร FBI Academy สำหรับบ่มเพาะบุคลากรเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่

ของ FBI เองเลยโดยเฉพาะ

โดยหลาย ๆ ศาสตร์ในคลังความรู้ทางด้านพฤติกรรมมนุษย์ของ FBI นั้น ยังสามารถนำมาใช้

ในชีวิตการเป็นผู้นำ ที่ต้องเจอกับลูกน้องจำนวนมากหลากหลายสปีชีส์ได้เป็นอย่าดี

ดังนั้นถ้าคุณอยากเป็นผู้นำที่สื่อสารกับพลพรรคของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถรับมือกับผู้คนและควบคุมทุกสถานการณ์ได้อย่างอยู่หมัด ราวกับเจ้าหน้าที่ FBI

มาคุมสถานการณ์เอง ก็ควรหยิบยืมวิธีคิดจากตำรา FBI มาประยุกต์ใช้ดังนี้ครับ

Active Listening

ด้วยภารกิจของ FBI ที่หลาย ๆ ครั้งต้องมีการเจรจาต่อรองภายใต้สถานการณ์ความเป็นความตาย อย่างเช่นการจับตัวประกัน ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่อง ‘การเจรจาต่อรอง’ ขึ้นมา เชื่อได้เลยว่าแทบทุกคน

คงจะนึกถึงวิธีการพูดโน้มน้าวใจให้คนฟังใจอ่อนยอมทำตามใช่ไหมล่ะครับ ?

แต่ในตำราที่สั่งสมประสบการณ์อันยาวนานของ FBI กลับบอกตรงกันข้ามเลยว่า

แท้จริงแล้วการเจรจาต่อรองที่ถูกต้องนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของ ‘การฟัง’ เป็นสำคัญ

ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าอะไรคือสิ่งที่ฝั่งตรงข้ามต้องการ

เพื่อสามารถรับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้าและหาทางออกได้อย่างสมานฉันท์ที่สุด

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนต้องการการยอมรับและการรับฟังจากผู้อื่นเสมอ

การฟังแบบ ‘Active Listening’ จึงเป็นทักษะปฐมบทของทุก ๆ สิ่งที่จะตามมาก็ว่าได้

เพียงแค่คุณเริ่มก้าวแรกด้วยการเปิดใจ จริงใจ ตั้งใจในการรับฟังใครสักคน

อย่างน้อย ๆ ก็สามารถเปิดบานประตูหัวใจเขาไปได้ครึ่งดวง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือนั้น ด้วยการรับฟังที่ดี

จะทำให้คุณได้เห็นทางสว่างเองว่าควรจะสะท้อนกลับเขาด้วยวิธีไหนจึงจะถูกกับสถานการณ์

คุณจะค้นพบว่าอะไรคือความต้องการของเขา อะไรที่จะเป็นสิ่งกระตุ้น แรงจูงใจ

เป็นประโยชน์ต่อการเจรจาโน้มน้าวด้วยความเข้าใจที่ win – win ด้วยกันทุกฝ่าย

ในทางกลับกันถ้าเราเอาแต่หลับหูหลับตาพูดด้วยวิธีที่คิดเอาเองว่าถูกต้อง

คงไม่มีใครอยากเปิดหู เปิดใจ รับฟังถ้อยคำเหล่านั้นนอกจากตัวคุณเอง

เพราะตราบใดที่เรายังไม่เปิดใจ ไม่พยายามเข้าใจใครจริง ๆ

ก็ไม่มีทางที่จะเขาจะแง้มใจให้แม้แต่เสี้ยวเดียว แล้วคำว่า “ได้ใจ” ก็เลิกพูดถึงไปได้เลย

โดยหลังจากที่คุณตั้งใจฟังเขาอย่างเต็มที่แล้วนั้น ก็สามารถเปิดใจเขาได้ด้วยทักษะในขั้นต่อไปครับ

Tactical Empathy

‘Tactical Empathy’ ถือเป็นศิลปะการทำความเข้าใจอย่างมีชั้นเชิง โดยผมต้องขอกาดอกจันตัวใหญ่ ๆ

ไว้เลยนะครับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการใช้เพื่อประโยชน์แอบแฝงแต่อย่างใด

เพราะมันคงเป็นไปได้ยากที่เขาจะดูไม่ออก แต่ที่เราจะทำก็เพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจในตัวเขา

ด้วยความจริงใจต่อกัน

เพราะเมื่อมองกลับกันถ้ามีใครสักคนให้ความสนใจและเห็นความสำคัญกับความคิด ความรู้สึกของเรา

แน่นอนว่าเราคงจะรู้สึกดี มีคุณค่า และปลดล็อกให้เขาเข้ามานั่งในใจเราในที่สุด