บทความแนะนำ
Get update from us
Follow us
บทความทั้งหมด

ภาวะ “พี่ไม่รู้... ว่าพี่ไม่รู้”

ภาวะ “พี่ไม่รู้... ว่าพี่ไม่รู้” ….แล้วหนูจะรู้ไหมคะ?

หลายๆ คนที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ มีใครเคยเจอภาวะเดียวกับคนนี้บ้างไหมคะ?

มีคนส่งมาถามเมย์เกี่ยวกับ "ความไม่รู้ของหัวหน้างาน" ของเค้าค่ะ

จริงๆ เป็นเรื่องที่คลาสสิคมาก และมักจะเกิดกับ "คนที่เป็นหัวหน้า" โดยเฉพาะหัวหน้าที่ใหญ่มากๆ

เรื่องของเรื่องก็คือ .....

“พี่คะ เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อนายเราเข้าไป Present งานอะไรบางอย่าง กับนายที่ใหญ่กว่า

และงานนั้น เราเป็นคนเตรียมทุกสิ่งอย่างให้

แต่แทนที่เราจะเป็นคน Present เอง .....

ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวจะไม่ได้นำเสนอตามลำดับชั้น

งานนี้หัวหน้าเราจึงรับหน้าที่นี้ไป"

ผลของการนำเสนอ จึงเป็นไปตามคาด ...

คือเป็นการนำเสนอแบบ "อ่านตามสไลด์แบบไม่รู้เรื่อง"

พอนายใหญ่ถามก็อ้ำอึ้ง และตอบไม่ได้

และใช่ค่ะ ...

นายคนนี้ "มีปัญหาเรื่องการนำเสนอ" แต่ก็เรียกว่า ยังมีใจรักด้านการนำเสนอ

เพราะเค้าคิดว่า เค้าโตมาได้จากการพูดเก่ง

คือ ... เค้าคิดของเค้าคนเดียวอะค่ะ

หนูจะทำยังไงให้พี่เค้ารู้ตัวดีคะ ว่าพี่เค้านำเสนอไม่รู้เรื่องจริงๆ

หนูมั่นใจมากว่า –พี่เค้าไม่รู้ ว่าพี่เค้าไม่รู้อะค่ะ -

ประโยคนี้มัน.... สะดุ้งขึ้นมากลางใจเลยค่ะ “พี่เค้าไม่รู้ ว่าพี่เค้าไม่รู้”

แล้วทำไมคนอื่นถึงรู้ล่ะคะ?

มันคือ ภาวะที่เป็น "คนตรงกลาง" ชัดๆ ...

ระหว่างหัวหน้าเรา กับหัวหน้าใหญ่ หลายๆ ครั้ง ที่เรามักจะรู้สึกเหมือน

อยากจะเอาวุ้นแปลภาษาของโดเรมอนไปให้นายเรากิน

นายเราจะได้พูดแล้วใครๆ ก็เข้าใจอะไรได้ง่ายๆ ชีวิตการทำงานเราจะได้สบายๆ

แรกๆ เคยคิดว่า หรือนายใหญ่เค้าเป็นคนเข้าใจอะไรยาก พูดไม่รู้เรื่อง

แต่หลังๆ เอ๊ะ ก็ไม่ยาก ก็เข้าใจนี่หว่า ....

ยิ่งพูดเหมือนยิ่งคุยกันไปคนละทาง เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยินเค้าคุยกัน

แต่ตอนนี้พอได้มีโอกาสไปฟังกับตัวเอง ก็เลยเริ่มเข้าใจ ....

ว่าใครๆ ก็เจอนะ ภาวะนี้.... นายเรา เค้าเข้าใจไปเอง

และนี่แหละค่ะ เมย์ไปอ่านเจอบทความ ที่เค้าเขียน เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า “

บางที ... เค้าก็ไม่รู้ ว่าเค้าไม่รู้” และที่สำคัญ มันจะยากมาก ถ้า

“เค้า” คนนั้น คือ “หัวหน้า” หรือ คนที่เรารู้ว่า พูดด้วยยาก

เช่น ผู้ใหญ่มากๆ คนที่เรารู้สึกเกรงใจ การบอก หรือ การให้ Feedback เป็นสิ่งที่ดี

แต่มันจะยาก "ถ้าเราบอกเค้าไม่ได้" เพราะด้วยสังคมไทย

มันมีความ Seniority มีความเกรงใจ มีความนับหน้าถือตา

มีความมีตำแหน่งค้ำคอ แต่มันก็เหมือนเป็นการทำร้ายเค้าไปในตัว

เหมือนอารมณ์ว่าเห็นคนทาอายไลเนอร์เลอะแล้วไม่บอกให้เค้าไปส่องกระจกเพื่อเช็ดออก

แทนที่จะสวยกลับกลายเป็นตัวตลกสำหรับคนอื่น

ใช่แล้วค่ะ .... เมย์หมายถึง “จุดบอด” หรือ “Blind Spot”

ที่จริงๆ แล้ว มันมีสำหรับทุกคน!!!!!

ถ้าจะอธิบายในเชิงวิชาการแบบเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย “จุดบอด” หรือ “Blind Spot” ก็คือ

“จุดที่เจ้าตัวเองไม่รู้ หรือ ไม่เคยรับรู้จริงๆ ว่ามันเป็นจุดอ่อนของตัวเค้าเอง

และส่วนมากแล้ว มักจะไม่ยอมรับด้วย เพราะว่าเค้ามองไม่เห็นจริงๆ”

หรือถ้าเทียบกับรถยนต์ ก็มักจะเป็นจุดที่เรามักจะโดนชนโดยที่เราไม่รู้ตัว ....นั่นเองค่ะ

แต่อย่างว่า ... คนเรา ไม่ใช่รถ จะได้โดนชนแล้วจะรู้ ...

บางที นี่แหละค่ะ คือที่มาของคำว่า “โดนแทง(ข้างหลัง)ทะลุถึงหัวใจ”

และจริงๆมันก็มีทฤษฎีประกอบอยู่ตัวนึง ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว นั้นคือ

Johari Window*

Cr : Joseph Luft and Harry Ingham, 1955

Johari Window มันคือตัวที่บอกว่า คนเราจะมีส่วนที่เรารู้อยู่แล้ว ว่าเราเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร

ที่เรารู้และคนอื่นก็รู้ เราเรียกว่า Open Area

และขณะเดียวกัน เราเองก็มีจุดที่เรารู้ว่ามันเป็นจุดอ่อน ที่เรารู้แต่เราพยายามเก็บมันไว้

ไม่ให้ใครรู้ เพราะถ้าใครรู้เราเชื่อว่า มันจะมาทำร้ายเราได้ เช่น

เราเชื่อว่าเรามีความประหม่าเวลาต้องพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ดังนั้นเวลาเราต้องไปพูดต่อหน้าคนอื่น

เราจะพยายามข่มใจ ทำตัวปกติ ไม่ให้ใครรู้ว่าเราประหม่าอยู่ แต่ถ้าเราไม่ฝึกฝน ...

จุดอ่อนของเรามักจะชอบออกมาโชว์ให้คนอื่นเห็น และมักจะโดนจับได้

เพราะมันอาจจะมีบางส่วนที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เหงื่อออกทางหน้าผากมากกว่าปกติ

หรือ สายตาที่ล่อกแล่ก แบบควบคุมไม่ได้ แบบนี้เราเรียกว่า Hidden Area

และใช่ค่ะ อีกส่วนที่เรากำลังจะพูดถึง คือส่วนที่เราเรียกว่า Blind Area หรือ Blind Spot

ส่วนนี้มักเป็นส่วนที่ คนอื่นเห็น แต่เจ้าตัวเอง มักมองไม่เห็น มันเลยเป็นที่มาของการหาแนวทางแก้ไขว่า

ถ้าเป็นระดับเด็กๆ เรามักจะแนะนำให้มีการ Feedback กัน แต่ก็ ควรจะเป็นการ Feedback แบบ Positive

เป็นประโยชน์และมุ่งสู่อนาคต

ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังว่ามีเทคนิคอะไรในการ Feedback บ้างนะคะ

แต่สำหรับผู้ใหญ่ หรือ นายๆในเคสนี้ ....

สิ่งที่เรามักจะแนะนำ และใช้ได้ผล คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า

360 Degree Feedback เป็นการใช้เครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นจากคนรอบข้าง ทั้ง 360 องศา

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ

“การเปิดใจ ยอมรับความคิดเห็นจากทุกเสียงที่เข้ามา ....”

แล้วถึงเวลานั้น .... พี่ก็จะหายจากอาการ ....

"ไม่รู้ ... ว่าพี่ไม่รู้" นะคะ

© 2020 Actualiz Co., Ltd.

  • White Facebook Icon
  • White LinkedIn Icon
  • White Instagram Icon